ผลิตภัณฑ์เกาดาชีส

ชีส16

เนยแข็งเกาดา (Gouda) ผลิตได้จากน้ำนมวัว ที่มักผ่านการพาสเจอไรซ์ (pasteurization) เพื่อกำจัดจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) นำมาตกตะกอนโปรตีนเคซีนด้วยเอนไซม์เรนนิน (rennin) เพิ่มเติม

ขบวนการผลิตเกาดาชีส

ชีส16

 

เนยแข็งเกาดา (Gouda) ผลิตได้จากน้ำนมวัว ที่มักผ่านการพาสเจอไรซ์ (pasteurization) เพื่อกำจัดจุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) นำมาตกตะกอนโปรตีนเคซีนด้วยเอนไซม์เรนนิน (rennin) ร่วมกับจุลินทรีย์ในกลุ่ม lactic acid bacteria ทำให้โปรตีนในน้ำนมทำสูญเสียสภาพธรรมชาติ (protein denaturation) ตกตะกอนออกมาเป็นลิ่มนม (curd)

การผลิตเริ่มต้นมีกรรมวิธีเช่นเดียวกับเนยแข็งทั่วไป คือหลังจากโปรตีนตกตะกอนแล้วแยกเอาของของเหลวที่เรียกว่าเวย์(whey) ออกแล้ว จากนั้นจะล้าง curd ด้วยน้ำ เพื่อล้างเอากรดแล็กทิก (lactic acid) ที่ผลิตจาก lactic acid bacteria ระหว่างการตกตะกอน

ขั้นตอนต่อไปคือ การนำ curd ไปอัดในพิมพ์ให้แน่น นำไปทำให้แห้ง เมื่อได้เนยแข็งที่เป็นก้อนแล้ว จากนั้นนำไปแช่ในน้ำเกลือ (curing) ให้ได้รสเค็ม เนื้อค่อนข้างแห้งแข็ง การทำแห้งและแช่เกลือ เป็นการลดค่า water activity ของเนยแข็ง ป้องกันการเจริญของจุลินทรีย์ที่ทำให้เสื่อมเสีย (food spoilage) และก่อให้เกิดโรค (pathogen)

เนยแข็งเกาดาจะถูกบ่มเพื่อให้ได้รสชาติดีขึ้น ยิ่งบ่มไว้นานจะทำให้มีกลิ่นแรงขึ้น

สาระน่ารู้เรื่องเกาดาชีส

ชีส19

 

เนยแข็งเกาดา (Gouda) เป็นเนยแข็ง (cheese) ที่มีชื่อตามเมืองที่เป็นแหล่งกำเนิด คือเมืองเกาดาในประเทศ เนเธอร์แลนด์ เป็นเนยแข็งดัช (Dutch cheese) ที่มีชื่อเสียง เนยแข็งเกาดามีเนื้อแข็งเป็นเนยแข็งที่คล้าย Edam แต่มีไขมันมากกว่า สีเหลืองเข้ม รสเค็ม หากบ่มนานจะมีกลิ่นแรงขึ้น ลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์คือ เป็นก้อน แบน กลม อาจเคลือบด้วยไขพาราฟินสีแดง หรือสีเหลือง การรับประทาน เนยแข็งเกาดา อาจใช้รับประทานเปล่าๆ หรือเสริฟร่วมกับไวน์ (wine)

คุณสมบัติของเกาดาชีส

ชีส18

  1. บำรุงกระดูก
    เพราะชีสผลิตจากนมจึงมีแคลเซียมอยู่มากเชดด้าชีสเพียง 100 กรัมมีปริมาณแคลเซียมถึง 710 มิลลิกรัม ในขณะที่นมสด 1 แก้ว (244 กรัม) มีแคลเซียมเพียง 305 มิลลิกรัมเท่านั้น นอกจากนี้ ชีสยังอุดมไปด้วยโปรตีนและวิตามินดี ที่ส่งผลดีต่อมวลกระดูก ลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน ข้อเข่าเสื่อม
  2. ป้องกันฟันผุ
    การวิจัยหนึ่งในประเทศฟินแลนด์ พบว่าชีสมีเชื้อแบคทีเรียบางชนิดอย่างโปรไบโอติดที่ช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดฟันผุ โดยได้ทำการทดลองกับอาสาสมัคร 74 คน ในช่วงอายุ 18-35 ปี พบว่าเมื่อรับประทานชีสปริมาณ 75 กรัมต่อวันแล้ว ปริมาณเชื้อแบคทีเรียและยีสต์ลดลงอย่างมากจึงลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพช่องปาก
  3. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
    การศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 2010 พบว่าการกินชีสจะทำให้ร่างกายได้รับ Trans-Palmitoleic Acid ซึ่งเป็นกรดไขมันที่สามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์นม โดยกรดไขมันชนิดนี้สามารถลดความเสี่ยงโรคเบาหวานได้กว่า 60% ไม่เพียงเท่านั้น ชีสยังช่วยควบคุมระดับอินซูลิน ลดความเสี่ยงการอักเสบต่าง ๆ แต่ก็ต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเช่นกัน

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*